ประวัติความเป็นมา ภูมิลำเนาเดิมของชาวอำเภอนาคู

ประวัติความเป็นมา ภูมิลำเนาเดิมของชาวอำเภอนาคู 

บริเวณพื้นที่ที่ตั้งอำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วยการสืบความไถ่ถามและสืบค้นหลัก

ฐานเอกสาร สภาพพื้นที่ หลักฐานที่เป็นคำบอกเลาสืบต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคน

มีข้อมูลบางประการที่พอจะนำมาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวเล่าขานพอเป็นเอกสารค้นคว้าสีบไป ดังนี้

ชนชาติต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย นอกจากชาวไทยแล้ว ยังมีคนไทย ในกลุ่มชน

อื่น ๆ อีกหลายกลุม เช่น ไทพวน หรือลาวพวน ย้อ กะเลิง กะโซ่ กะตาก ซ่ง หรือโซ่ง ข่า ภูไท

หรือพุไท ชนเผ่าต่าง ๆ ดังกลาวนึ้ มึถึ่นฐานเดิมอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงประเทศลาวซึ่งมีลักษณะ

ทางภาษาแตกต่างกัน

view_resizing_images

หุบเขาภูพานด้านทิศตะวันตก หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ก่อนแล้วมี 3 หมู่บ้าน คือ บ้านนาคู บ้าน

นาขาม และบ้านนาคอง เดิมได้อพยพมาจากเมีองนาน้อยอ้อยหนู หรือน้ำน้อยอ้อยหนู

เมีองน้ำน้อยอ้อยหนูเป็นหัวเมีองใหญู่เมืองหนึ่งในเขตสิบสองจุไทตอนใต้ กาลครั้งหนึ่งเกิดทุพภิกขภัย

ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรอัตคัดขัดสนไม่ได้ประกอบการทำนาทำไร่จึงเกิดการขาดแคลนเดือด

ร้อนทั่วไป เจ้าเมืองจึงคิดแก้ไขด้วยวิธีอพยพ หรือไม่ก็มีราษฎรถูกกดขี่ข่มเหงจากเจ้าเมือง จึงเกิดการ

ทะเลาะกันขึ้นกับนายครัวผู้เป็นหัวหน้า นายครัวจึงเกลี้ยกล่อมเอาพรรคพวกของตนออกจาก

เมีองน้ำน้อยอ้อยหนู อพยพลงมาทางตอนใต้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของเจ้าเมีองนครเวียงจันทน์

เมีองน้ำน้อยอ้อยหนูมีชนเผ่าหลายเผ่าหลายภาษา การอพยพลงมาคงจะอพยพมาเป็น

หมวดหมู่ ซึ่งแต่ละเผ่าลงมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเจ้าเมีองเวียงจันทน์ และได้สอบถามอาชีพที่

เคยทำเมี่อครั้งอยู่เมีองน้ำน้อยอ้อยหนู เมี่อได้ทราบว่าพวกใดเคยทำไร่ข้าวและทำสวนก็ให้อพยพ

ไปตั้งบ้านเรีอนอยู่ตอนใต้ฝั่งตะวันออกแม่น้ำโขงติดต่อเขตแดนญูวน เพราะมีภูเขามากแล้วรวม

เป็นหมู่บ้านเป็นเมืองตามเผ่าพันธุ์และภาษา เช่น เมิองวัง เมีองพิณ เมืองนอง เมืองตะโปน (เซโปน)

เมืองเชียงร่ม และเมีองผาบัง เป็นต้น แต่ก็ยังมีบางครอบครัวอพยพข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งบ้าน

เรือนอยูทางตะวันตก (ฝั่งขวา) รวมกันเป็นหมู่บ้าน แล้วทำนาทำไร่บางส่วนก็อพยพเป็นหมวด

เป็นหมู่กันลงมาเรื่อย ๆ สันนิษฐานว่า บ้านบก และบ้านด้วยนายม มักอพยพลงมาในรูปลักษณะนี้

พอลึกถึงหุบเขาภูพานเห็นชัยภูมิที่เหมาะสมก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ในทำเลที่ตนชอบ

687545-img-1372317256-17

กลุ่มชนต่าง ๆ ที่อพยพมาจากฝั่งโขงตะวันออกประเทศลาว ได้อพยพเข้ามาอยูใน

สยามประเทศ เนี่องด้วยเหตุผลในการสงครามบ้าง ถูกกดขี่ข่มเหงไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก

ผู้ปกครองบ้านเมืองบ้าง และประสพทุพภิกขภัยฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลบ้าง ถูกกวาดต้อนมา

และติดตามญูาติพี่น้องมาภายหลังบ้าง ต่าง ๆ คราวกันตามสมัยและเหตุการณ์เท่าที่ค้นพบหลัก

ฐานมีดังต่อไปนี้

เมื่อพุทธศักราช 2384 กลุ่มอุปฮาด ขุนเทพ และขุนมีสิทธิ์ เป็นครัวอพยพมาจาก

บ้านบกและกลุ่มโคตรหลักคำ พรหมดวงสี และหมอลำพอมอน เป็นครัวอพยพมาจาก

บ้านด้วยนายมเมืองฝั่งตะวันออกประเทศลาว เป็นหัวหน้าผู้นำอพยพ สาเหตุที่อพยพมานั้น

คือ การทำสงคราม ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้ปกครอง และอีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะรัฐราโชบาฮ

ของรัชกาลที่ 1 พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะให้ประชาชนอพยพมาฝั่งตะวันตกให้มากที่สุด

เพื่อตัดกำลังพลของนครเวียงจันทน์

ในระหว่างประชาชนเกิดความเดือดร้อนดุจเปลวเพลิงเผาผลาญูระส่ำระส่าย

อยู่นั้น ญูวนจะถือโอกาสเกลี้ยกล่อมเอาไป จึงปล่อยให้ราษฎรอพยพข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่ง

ตะวันตกตามสมัครใจ

taipuan1

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นายครัวบ้านบก จึงรวบรวมพรรคพวก ญูาติมิตร และ

บุตรภรรยา มาบรรจบครบกันกับครอบครัวบ้านด้วยนายม และครอบครัวเมืองเซโปน อพยพ

มาจากฝั่งตะวันออกประเทศลาว จึงพร้อมกันข้ามแม่น้ำโขง ข้ามห้วยหนองคลองบึง ข้ามป่าดง

พงพี ข้ามโขดสิงขร อพยพเรื่อยมา เลือกหาภูมิลำเนาที่เหมาะเพี่อตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน เมี่อ

ครัวบ้านบก ครัวบ้านด้วยนายม และครัวเมีองเซโปน ข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งตะวันตกแล้ว ถึง

หว่างเขาภูพานข้างทิศตะวันตก ครัวเหล่านั้นได้ตั้งค่ายพักแรมปะปนกันอยู่ในหุบเขาภูพาน เพื่อ

ชะลอการหาชัยภูมิที่เหมาะสมในการตั้งภูมิฐานบ้านช่อง เมี่อเห็นทำเลอันเหมาะสมแล้วก็แยก

ย้ายกันตั้งบ้านเรีอนตามสายญาติพี่น้อง ตั้งเคหะสถานในทำเลที่ตนชอบ

การเลอกทำเลที่ตั้งถิ่นซานบ้านช่องอันเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกที่ตั้งชุมชนในอดีต ดังนี้

1. สภาพทางธรรมชาติ นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกที่ตั้งถิ่นฐาน สภาพ

ทางธรรมชาติมีหลายประการ ได้แก่

1.1 สภาพภูมิประเทศ ได้แก่ เชิงเขา ที่ราบ ที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง หุบเขา

เป็นต้น พวกวัฒนธรรม “ข่า “พุไท หรือผู้ไทย” มักจะอาศัยอยู่ตามเชิงเขา

และหลังเขาภูพาน ส่วนวัฒนธรรม “ลาวิ ลาวพวนหรือไทพวน” มักจะอยู่ตามพื้นราบ

แต่ก็ไม่เสมอไปนั้นจึงขอยกเป็นรายกรณี ดังนี้

ชุมชนที่ตั้งอยู่ตามแหล่งน้ำ ชึ่งมักจะมีคำว่า“หนอง บึง กุด ห้วย วัง น้ำ และบ่อ

อยู่ด้วย เช่น บ้านหนองห้าง บ้านหนองขามปัอม บ้านหนองอีกอม บ้านกุดตาใกล้ บ้านวังเวียง

บ้านบ่อแก้ว บ้านน้ำปุ้น บ้านน้ำคำ

ชุมชนที่ตั้งอยู่ที่ดอนหรือที่สูงน้ำท่วมไมถึง ซึ่งจะมีคำว่า“ สูง โคก ดอนโนน” อยู่ด้วย

เช่น บ้านโนนสูง บ้านโคกก่อง บ้านโคกยาว บ้านดอนงิ้ว บ้านดอนแคน บ้านโนนศาลา

บ้านจอมศรี บ้านโนนนาคำ

ชุมชนทีตั้งอยู่บนที่ราบ ซึ่งมักจะมีคำว่า “นา” อยู่ด้วย เช่น บ้านนาคู บ้านนาสีนวล

บ้านนางาม บ้านนากระเดา บ้านนายอ บ้านนานลอง บ้านนากุดสิม

ชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณหบเขา ซึ่งมักจะมีคำว่า “ภู” อยู่ด้วย เช่น บ้านภูแล่นช้าง

ชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณป่าไม้มีต้นมะม่วงมาก ซึ่งมักจะมีคำว่า “ม่วง” เช่น บ้านม่วงกุล

บ้านม่วงนาดี หรือมีต้นไม้ชาดมากในบริเวณปลูกบ้าน มักจะมีคำว่า “ชาด” อยู่ด้วย

เช่น บ้านชาด หรือมีพืชชนิดอื่น ๆ ที่ใช้เป็นยาสมุนไพร ซึ่งมักจะมึคำว่า “ว่าน” อยู่ด้วบ

เช่น บ้านหว้าน

671928-img-1366347765-8

1. 2 สภาพทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นขึ้นอยู่กับ

การเกษตร ได้แก่ การทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ซึ่งพอจะสีบเสาะร่องรอยได้จากชุมชน

แต่ส่วนมากจะคำนึงถึงการทำนามากกว่าอย่างอึ่น เช่น กรณีเมีองคำเกิด เมืองคำม่วน อพยพ

มาอยู่บ้านแซงกระดานหรือแชงบาดาน ในปี พ.ศ 2381 ปรากฎว่า

“ภูมิฐานไร่นามีน้อย ครอบครัวเมืองคำเกิด เมืองคำมวน จะตั้งอยู่บ้านแซงกระดาน

ด้วยกันทั้งสองเมืองที่ไร่นาหาพอไม่ และ ที่ตั้งบ้านท่าขอนยางริมน้ำประชีที่ไร่นามีมาก

พวกครอบครัวจะตั้งบ้านเมืองอยู่ได้อีกแห่งหนึ่ง”

1.3 สภาพด้านสังคมและวัฒนธรรม นอกจากอิทธิพลทางสภาพ

ธรรมชาติและสภาพทางเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยในการกำหนดการตัดสินใจเลีอกทำเลที่ตั้ง

ชุมชนแล้ว อิทธิพลของสังคมและวัฒนธรรมก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งเช่นเดียวกัน จากเหตุการณ์ทาง

ประวัติศาสตร์พบว่าหลายชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานรวมกันหรือใกล้กันมักจะมีขนบธรรมเนียม

ประเพณีคล้ายคลึงกัน กลุ่มวัฒนธรรมเดียวกันที่อพยพมาภายลังก็จะเข้ามาสมทบเรื่อย ๆ เช่น

กลุ่มวัฒนธรรมลาวพวน หรือ ไทพวน ก็มักจะไปอยู่แถบอำเภอนาคู กลุ่มผู้ไทย (พุไท) ก็มัก

จะไปตั้งอยู่แถบอำเภอเรณูนคร เขาวง พรรณานิคม กลุ่มข่าก็จะไปตั้งถิ่นฐานอยู่ เเถบมุกดาหาร

สกลนคร กลุมโส้ ก็จะไปตั้งอยู่แถบกุสุมาลย์ กลุ่มแสงก็จะอยู่แถบเมีองอาทฆาต นครพนม

กล่มย้อก็จะอยู่แถบสกลนคร ท่าขอนยาง แซงบาดาล กลุ่มโย้ยก็จะอยู่แถบวานรนิวาส

อากาศอำนวย สว่างแดนดิน

สาวภูไท-ที่เรณูนคร

จึงพอสรุปได้ว่าการเลือกทำเลตั้งชุมชนในอดีตมักจะคำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้

1. มีแหล่งน้ำเพื่อบริโภคตลอดปี น้ำท่วมไม่ถึงหากท้องที่ใดขาดแคลนแหล่งน้ำก็มัก

จะอพยพไปเลือกทำเลใหม่ เช่น กรณีเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อแรกตั้งหมู่บ้าน “กางหมื่น” แต่ขาดแคลน

น้ำในฤดูแล้ง จึงอพยพมาตั้งอยู่ “แก้งส้มโฮงดงสงเปลือย”

2. มีดินอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำนา ทำสวน เก็บของป่า

ซึ่งมักจะสังเกตดูว่า “ดินดำ น้ำชุ่ม” หรือไม่ ส่วนการสังเกตป่าไม้ก็จะดูว่า ลักษณะลำต้น

สูงตรงหรือไม่ ถ้าไม่ตรงหรีอหงิกงอ เชื่อว่าชั้นดินข้างล่างมึชั้นของหินหรือสันดานไม่เหมาะ

แก่การเพาะปลูก เป็นต้น

3. ปลอดภัยจากการรุกรานหรือการรบกวนด้วยประการทั้งปวง เช่น กอ่มเจ้าโสม

พะมิต เมื่ออพยพออกจากเวียงจันทน์ จึงต้องอพยพข้ามเทือกเขาภูพานลงมาเรื่อย ๆ จน

มาถึงแก้งส้มโฮงดงสงเปลือยตั้งเป็นเมืองกาฬสนธุ์

4. มีบริเวณสอดคล้องกับแนวความเชื่อและตำราการดูลักษณะการตั้งบ้านเมิอง

เมื่อเห็นทะเลที่เหมาะสมแล้ว ก็kเยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรีอนตามสายญาติพี่น้องตั้ง

เคหะสถานในทำเลที่ตนชอบดังข้อความในจดหมายเหตุ เอกสารรัชกาลที่ 5

กระทรวงมหาดไทย เล่ม 12 จุลศักราช 1239 ว่า

เดิมท้าวโคตรหลักคำ เพี้ยพรหมดวงสี เป็นนายครัวในเมืองวัง ตั้งอยู่ฟากของ

ตะวันออกษาภิภัก (เข้าใจว่าหมายถึงสวามิภ้กดิ์) พาครอบครัวมาตั้งอยู่บ้านนาครอง แต่เมื่อ

รัชกาลที่ 2 จนมาถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 3 อนุวงศ์เป็นกระบด ข้อความนี้เป็นสารตราของพระยา

เมื่อ พ ศ 2320 จุลศักราช 1239 (การพิมพ์ข้อความนื้ไม่ได้แก้ไขต่อเติมเดิม

เขียนไว้อย่างไรก็อย่างนั้น) และข้อความในตำนาน พุไทยวัง ของนรเก โทธิเบศร์วงษา ว่า

พวกโคตรหลักคำ เมืองวัง พากันไปร้องเรียนต่อเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์

จะขออยู่กับเจ้าอนุวงศ์ ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์จึงตรัสถามว่า ยังมีที่แห่งใดบ้างที่เหมือนเมืองวัง มี

ขุนนางผู้หนึ่งกราบทูลขึ้นว่า ตามที่เห็นมาก็มี ดงขี้ฮีน หลุบอีมัน อีเติ่ง อีด่อน (อยู่ท้องที่

ตำบลนาคู และตำบลภูแล่นช้าง) เมื่อกลับมาถึงเมืองวังเเล้วก็อพยพครอบครัว ญาติมิตร

หนีภัยโหดร้ายทารุณของเจ้าพระยาราชเตโช เจ้าเมืองวัง มาอยู่ดงขี้ฮีน หลุบอี่มัน อีเติ่ง และ

อีด่อน ตามคำแนะนำจากทางนครเวียงจันทน์ก่อนเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏต่อไทย

กลุ่มโคตรหลักคำ พรหมดวงสีและหมอลำพอมอน นำครอบครัวพรรคพวก และ

ญาติมิตรเป็นครอบครัวบ้านด้วยนายมได้เข้ามาตั้งบ้านอยู่บ้านนาคอง บ้านนาขาม ภายหลัง

ได้ยกบ้านนาคองเป็นเมืองภูแล่นช้าง ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์

อุปฮาด ขุนเทพ และขุนมีสิทธิ์ นายครัวบ้านบกก็อพยพครัวเรือน ไพร่พล บุตร

ภรรยายกไปตั้งเคหะสถานที่เห็นว่าเป็นทำเลอุดมสมบูรณ์ มีชัยภูมิที่เหมาะสม เพื่อตั้งหลัก

แหล่งทำมาหากิน จึงตั้งบ้านเรือนในหุบเขาภูพานข้างทิศตะวันตก ที่แห่งนั้นเป็นสันคูและ

เนินดินสูง ตั้งชื่อบ้านว่า “บ้านนาคู” มีหนองใหญ่ใกล้หมู่บ้าน เรียกว่า “กุดนาคู” ทุ่งนาอยู่ล้อม

รอบหมู่บ้าน เรียกว่า “ทุ่งกุดนาคู” ปัจจบันกยังเรียกเช่นนื้อยู่ สิ่งที่เหลือไว้ให้ชาวบ้านได้เห็น

และเข้าใจว่าเป็นบ้านเก่าคือเศษอิฐหักพังบ้างเและอุโบสถเก่า สันนิษฐานว่าที่ตรงนี้เป็นวัด

และมีโบสถ์เป็นบ้านร้างเก่า ส่วนสันคูและเนินดินชาวบ้านเจาะเข้าไปทำไร่ทำนาหมดสิ้น

เดิมบ้านนาคู ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านมีลำห้วยยางเป็นเขตกั้นห่าง

จากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร เหลือเพียงต้นมะม่วงใหญ่ใบดกร่มคลึม เกิดผลดกมีรส

หวาน หอมเป็นที่พอใจแก่ผู้ที่ได้บริโภคยิ่งนัก และมีเศษอิฐหักพังเท่านั้น

เหลือไว้เป็นอนุสรณ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นเป็นขวัญตาสบมาจนทุกวันนื้

ผู้สูงอายุได้เล่าขานสืบต่อกันมาว่า แต่ก่อนบ้านนาคูเก่านี้ ผู้คนยำเกรงมาก ใคร

ไม่กล้าผ่านเข้าไปใกล้เลย มีต้นไม้ใหญ่ยืนทะมึนแผ่กิ่งก้านสาขาหนามหนาใบดกอยู่หลายต้น

เป็นป่ารกชัฏเป็นที่เกรงขามแกผู้สัญจรไปมาและพบเห็น

ต่อมามีชนพวกหนึ่งแสดงตนเป็นชนชาติขอม มีวิชาอาคมขลัง แสดงแผนที่ว่า

ตรงนี้บรรพชนของเขามาสร้างไว้นานแล้ว นำเอาพระพุทธรูป ทอง เงิน นาก และวัตถุต่าง ๆ

ที่มีอยู่ในโบสถ์วัดร้างนึ้ไปหมดสิ้น ความเข็ดขวางก็ลดน้อยลงไป ชาวบ้านก็ทำนาทำไร่เจาะ

เข้าไปจนหมดสภาพเป็นบ้านเก่าวัดร้างแล้ว

 

ครัวบ้านบก ครัวบ้านด้วยนายมที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตามคำชี้แจงของเจ้าอนุวงศ์นั้น

อยู่หุบเขาข้างทิศตะวันตกมีทิวเขาล้อมรอบเป็นขอบสูง เขาภูพานทอดตัวยาวอยู่ในแนววงกลม

จึงทำให้พื้นที่ในบริเวณนี้มีลักษณะเป็นแอ่งก้นกระทะ ขึ่งมีลำห้วยยาง ลำห้วยมะโน และ

ลำห้วยขามไหลผ่านลงสู่ลำน้ำยัง ช่วงฤดูฝนจะมีน้ำท่วมเป็นตอน ๆ แต่เมื่อถึงฤดูร้อน น้ำจะ

แห้งไปหมด เพราะพื้นทีดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย น้ำจึงซึมผ่านได้ง่ายรวดเร็วจึงมีปัญหา

ขาดแคลนน้ำและดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้พื้นที่บางแห่งไม่สามารถใช้ประโยชน์ใน

การเพาะปลูกได้และต่อมาได้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอกุฉินารายณ์ และอำเภอเขาวง

ปัจจบันนี้เป็นอำเภอนาคูจังหวัดกาฬสินธุ์

การปลูกบ้านเรือน 

การปลูกบ้านเรือน โดยมากมักจะปลูกเรือนไม้ชั้นเดียวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและ

ยกพื้นชึ่งใต้ถุนสูง ส่วนมากมักจะปลูกใกล้แม่น้ำลำคลอง หนองบึง ถึงแม้ว่าจะไม่ใกล้น้ำ

ก็ไม่ห่างจากน้ำเท่าไรนัก ทั้งนี้เพื่อใช้น้ำทำประโยชน์ในการยังชีพ

ภายในเรือนนั้นจะมีเตาไฟสำหรับ นึ่งข้าวเหนียวทำกับข้าว รับประทานอาหาร

และใช้ผิงไฟในฤดูหนาว

เครื่องแต่งกาย

การตกแต่งร่างกายมีผ้านุ่งห่มทำด้วยฝ้าย ผู้ชายตัดผมสั้น

นุ่งกางเกงขาสั้นเพียงปกเขาถ้าทำงานก็เอาผ้าเตึ่ยวคาดเอว

และมีชายห้อยยาวเอาชายผ้านั้นเหน็บไว้ข้างหลังเหมือนอบ่างโจงกระเบน

ชอบสักน้ำหมึกไว้ตามตัว ขาและแขนเป็นริ้วยาวเเป็นลวดลายต่าง ๆ อย่างสวยงาม

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองนาคู รวบรวมโดย อ.ถวิล นาครินทร์

ชาชงสมุนไพรไทย ช่วยดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง

สมุนไพรไทยค่อนข้างจะบูมและดูจะเนื้อหอมเป็นพิเศษ เทรนด์การดูแลสุขภาพกำลังลังมาแรง หลายท่านก็หันมาสนใจ แม้แต่นักธุรกิจทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่อยากจะแปรสภาพวิกฤตเศรษฐกิจให้เป็นโอกาส ต่างก็ทยอยเข้ามาร่วมแจมในวงการสมุนไพรด้วยเช่นกัน นัยว่าสินค้าตัวนี้น่าจะเดินในตลาดได้ดี

ชาชงสมุนไพรจัดเป็นสินค้าอันดับต้น ๆ ที่อยู่ในความสนใจของนักดื่มผู้รักสุขภาพทั้งหลาย รวมทั้งนักธุรกิจที่กำลังจะหาช่องว่างทางการตลาดที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง ในแง่ของผู้บริโภค ชาสมุนไพร นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มประจำวันแล้ว ยังเชื่อกันว่าสรรพคุณของสมุนไพร ที่นำมาทำชาชงนี้จะช่วยดูแลและป้องกันสุขภาพได้ด้วย เรียกว่ากินเพื่อป้องกันก็ได้ กินเพื่อรักษาก็ได้ ประเภททูอินวันในถ้วยเดียว

ชาสมุนไพรจึงเป็นเครื่องดื่มที่น่าลิ้มลองสำหรับนักดี่มหน้าใหม่และยัง อาจหาญเข้ามาเบียดแทรกทดแทนคอกาแฟเจ้าเก่าที่หันมาสนใจดูแลสุขภาพ ไม่อยากติดคาเฟอีน อีกต่อไป เล่ากันว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทปูนยักษ์แห่งหนึ่ง เป็นผู้ที่สนใจการดูแลสุขภาพแบบแมกโครไบโอติก ที่เน้นการกินอยู่แบบธรรมชาติ มีนโยบายให้บริษัทใช้ชาสมุนไพรรับแขกแทนกาแฟ ตัวท่านเองก็บอกเลิกกับกาแฟหันมาจิบชาสมุนไพรมานานแล้ว ส่วนพนักงานคนใดที่ยังอยากกินกาแฟ ท่านก็ไม่ได้ห้าม แต่ต้องซื้อมาชงกินเองเท่านั้น

ความที่ชาสมุนไพรเป็นได้ทั้งเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและยานี่เอง จึงมีคำถามตามมาว่า ต้องดื่มมากน้อยขนาดไหนจึงบำรุงสุขภาพ ถ้าดื่มเป็นยาต้องใช้มากน้อยเพียงใด ดื่มไปนาน ๆ แล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่

tea-brewing

เรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่า การชงชาคือการ สกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรด้วยความร้อนในช่วงสั้น ๆ เพื่อไม่ให้สารที่ไม่ต้องการออกมามากเกินไป และพืชไม่ต้องสัมผัสกับความร้อนมากจนเสียกลิ่นและรสชาติ ดังที่เกิดในวิธีการใช้ต้ม ส่วนใหญ่แล้วการใช้วิธีชงแบบชา มักจะใช้ในสมุนไพรที่ต้องการคงความอร่อยของกลิ่นรสไว้เพื่อให้ชวนดื่ม เน้นการบำรุงสุขภาพมากกว่าที่จะใช้เป็นยา ซึ่งในกรณีนี้มักไม่มีอันตรายใด ๆ พืชสมุนไพรที่อยู่ในรูปชาชงแบบนี้ก็ได้แก่ ชาเขียว ชาขิง มะตูม ตะไคร้กระเจี๊ยบ ทองพันชั่ง ชาประเภทนี้ ดื่มได้ทั้งวันไม่ต้องคิดมาก

ชาสมุนไพรประเภทที่สองเป็นชนิดที่ใช้ดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพก็ได้ หรือจะใช้ดื่มเป็นยาก็ได้ เช่น ชาหญ้าหนวดแมว รางจืด ดอกคำฝอย หญ้าดอกขาว เป็นต้น คือถ้าจะดื่มบำรุงสุขภาพเช้าหนึ่งถ้วย เย็นหนึ่งถ้วย ดื่มติดต่อกันไปหลาย ๆ วัน ก็ไม่มีอันตรายอะไร แต่หากเกิดมีอาการขัดเบา ปัสสาวะกะปริบกะปรอย อยากใช้ชาหญ้าหนวดแมวที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะช่วยบรรเทาอาการ ถ้าดื่มแค่นี้คงจะไม่เห็นผล หากจะดื่มเพื่อรักษาอาการดังกล่าว ขนาดที่ใช้ดื่มคือ วันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วย ต้องดื่มอย่างน้อยประมาณ 5-7 วัน จึงจะเห็นผล

ส่วนใครที่มีพิษไข้ ผิดสำแดง หรือต้องการแก้พิษเมื่อเมาต่าง ๆ ก็ต้องดื่มชารางจืดบ่อย ๆ ในช่วงแรก เช่นทุก ๆ 4 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่มีไข้ หรืออาจจะดื่มต่างน้ำไปเลยสัก 2-3 วัน จึงค่อยเลิก สำหรับอาการปวดท้อง ท้องขึ้น เป็นไข้มีอาการไอร่วมด้วย ถ้าจะใช้ชาหญ้าดอกขาวบำบัดอาการ ก็ต้องดื่มวันละ 3 เวลา ครั้งละ 1 แก้ว จนอาการหายดีแล้ว แต่ถ้าอยากดื่มเป็นชาบำรุงสุขภาพ ก็ลดขนาดลงมา

ส่วนชาดอกคำฝอยนั้น มีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิตและขับระดู มักนิยมนำมาชงดื่มแก้อาการดังกล่าว ข้อควรระวังของชาดอกคำฝอย ก็คือ ไม่ควรใช้ ในสตรีมีครรภ์ เพราะดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงเลือดและขับประจำเดือน ถ้าดื่มมาก ๆ อาจแท้งได้

นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากว่า ชาดอกคำฝอยสามารถลดไขมันในเส้นเลือดได้ ความจริงตัวที่ลดไขมันในเส้นเลือดได้นั้นคือ น้ำมันที่สกัดจากดอกคำฝอย ไม่ใช่ดอกคำฝอยที่เราเอามาชงชากันโดยทั่วไป ยังไม่มีรายงาน การทดลองยืนยันว่าชาดอกคำฝอยลดไขมันในเส้นเลือดได้

ชาประเภทสุดท้าย ต้องถือเป็นยาสมุนไพรที่อยู่ในรูปของชามากกว่า คือเอามาแปรรูป เพื่อนำมาใช้ได้สะดวก ง่าย ๆ รวดเร็วทันใจ ชาพวกนี้ ได้แก่ ชาชุมเห็ดเทศ ชามะขามแขก ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ควรกินตามขนาดและระยะเวลาที่กำหนดไว้ พอระบายถ่ายท้องคล่องแล้วก็ควรหยุดดื่มทันที ไม่ควรดื่มติดต่อกันนาน ๆ เป็นประจำทุกวัน เพราะทั้งชาชุมเห็ดเทศและมะขามแขก มีฤทธิ์ไปกระตุ้นลำไส้ หากดื่มติดต่อกันนาน ๆ จะต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้น ถึงจะได้ผลและอาจทำให้ระบบขับถ่ายไม่ทำงานได้

พวกชาที่ชอบโฆษณาว่าช่วยลดความอ้วนได้ ก็มักจะเป็นชาสมุนไพรดังกล่าวมานี้ ถ้าจะใช้ก็ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาด้วย

คงจะพอแยกแยะกันได้บ้างแล้วว่าจะดื่มชาสมุนไพรอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย ดื่มอย่างไรจึงเป็นการป้องกันและบำรุงสุขภาพ ดื่มแบบไหนจึงจะใช้เป็นยารักษาโรคและอาการที่ไม่พึงปรารถนา

เรียกว่ายุคนี้จะกินของไทย ใช้ของไทย ก็ต้องมีภูมิปัญญาแบบไทย ๆ มากำกับ

 

168061

น้ำกระเพราแดง

ส่วนผสม

ใบกระเพราแดงแห้ง 5 กรัม (1 ช้อนชา)

น้ำเดือด 200 กรัม (14 ช้อนคาว)

วิธีทำ

1.เอาใบกระเพราแดงสดมาล้างทำความสะอาด แล้วนำไปตากแดด 2 – 3 แดดจนแห้งแล้วเก็บไว้ในกระป๋อง

2.เวลาชงเอากระเพราแดงแห้งใส่ในกระติกน้ำร้อนหรือชงกับน้ำ 1 แก้วก็ได้ ทิ้งไว้ 5 – 10 นาทีแล้วดื่มได้เลย

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยา : ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี

 

Image

น้ำข่า

ส่วนผสม

ข่าตากแห้ง 20 กรัม (5 แว่น)

น้ำร้อน 200 กรัม (14 ช้อนคาว)

วิธีทำ

1.เอาข่าแก่ที่ตากแห้งแล้วใส่ลงไปในถ้วยกาแฟ 4 – 5 แว่น

2.เอาน้ำร้อนใส่ลงไปค่อนถ้วย ปิดฝาถ้วย ทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง แล้วค่อยดื่ม ควรดื่ม 2-3 ถ้วยต่อวัน ก้ทำให้สบายท้อง

ขึ้น หรือจะใช้ข่าสดก็ได้ 10-12 แว่น นำมาทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่มก็ได้

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยา : ช่วยขับลมได้อย่างดี เป็นการระบายลมออกมาจากลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว

 

ชาดอกคำฝอย

น้ำดอกคำฝอย

ส่วนผสม

ดอกคำฝอยแห้ง 2 – 5 กรัม (1 หยิบมือ)

น้ำเดือด 150 กรัม (1 ถ้วยกาแฟ)

วิธีทำ

1. เอาดอกคำฝอยใส่ในถ้วยกาแฟ เทน้ำร้อนลงไป

2. เอาช้อนกาแฟคนให้เข้ากัยน้ำร้อน จนกระทั่งน้ำเป็นสีแดงปนน้ำตาลสีจะเข้ม แล้วจิบดื่มช้าๆ

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยา : ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ ช่วยระบายอ่อนๆ คนจีนใช้รักษา

โรคหัวใจ และหลอดเลือด

 

4066313

น้ำฟ้าทะลายโจร

ส่วนผสม

ฟ้าทะลายโจรหั่น (ตากแห้ง) 15 กรัม (1 ช้อนชา)

ใบเตยหอมสดหั่น 15 กรัม (1 ช้อนคาว)

น้ำสะอาด 200 กรัม (14 ช้อนคาว)

วิธีทำ

1. เอาฟ้าทะลายโจรหั่นตากแห้ง ใส่หม้อต้ม

2. เอาใบเตยหอมหั่นใส่ลงไปด้วย เพื่อสร้างความหอมและน่าดื่ม

3. ยกตั้งบนเตาไฟ ต้มจนเดือด เคี่ยวจนงวด ยกลง เอากากออก แบ่งดื่มวันละ 3 เวลา

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยา : ช่วยโรคภูมิแพ้ได้ดี แก้ร้อนใน เจ็บคอ ตัวร้อน ปวดหัว ช่วยเจริญอาหาร

 

เห็ดหลินจือ

น้ำเห็ดหลินจือ

ส่วนผสม

เห็ดหลินจือ 6 กรัม (10 ชิ้น)

น้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ลิตร

วิธีทำ

1.นำเห็ดหลินจือแห้งและน้ำสะอาดใส่ลงไปในหม้อเคลือบหรือหม้อดินอย่างดี

2.ยกขึ้นตั้งบนเตาไฟ ต้มจนเดือด แล้วหรี่ไฟลงให้น้ำเดือดปุด ๆ ต่อไปประมาณ 15 – 20 นาที แล้วจึงยกขึ้น

3.ควรดื่มน้ำสกัดจากเห็ดที่มีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย ให้ดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน (ดื่มเพื่อสุขภาพ)

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยา : สารอาหารที่มีอยู่ในเห้ดหลินจือ จะเข้าไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้ทำหน้าที่ปกติ

และสามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ต้านการจับตัวของลิ่มเลือด รวมทั้งลดน้ำตาลในเลือด ฯลฯ

เป็นยาอายุวัฒนะ มีประโยชนืต่อร่างกายมากมายเดือบทุกระบบของร่างกาย เช่น


ระบบไหลเวียนของโลหิต เช่น โรคที่เกิดจาการมีโคเรสเตอรอลในเลือดสูงเส้นเลือดอุดดัน หลอดเลือดแข็งตัว

ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และรอบเดือนไม่ปกติของสตรี


ระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องผูก ทงเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงทวาร


โรคมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย


โรคอื่น ๆ เช่น โรคอักเสบ โรคไขข้ออักเสบ โรคอ้วน อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคไตอักเสบ โรคปวดหัวข้างเดียว

นอนไม่หลับ และโรคเครียด

ชาสุขภาพชั้นดี : สู้ภูมิแพ้ด้วยสมุนไพรก้นครัว

 

โปรแกรมช่วยบันทึกเยี่ยมบ้านใน jhcis

ขณะนี้ หมออนามัยหลายท่านคงกำลังง่วนอยู่กับการบันทึกข้อมูลคัดกรองโรคเรื้อรังอยู่ เพื่อให้เสร็จทันเดือนธันวาคม 2556 ซึ่งหมดฤดูเก็บเกี่ยว(สิ้น พ.ย.) พี่ๆ อสม.ก็คงได้ลุยงานกันเต็มที่ แอดมินเป็นกำลังใจให้ครับผม แต่อีกงานของหมออนามัยที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ งานเยี่ยมบ้าน ซึ่งเป็นงานหลักในการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู สุขภาพของคนในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องออกไปเยี่ยมยามถามไถ่ สารทุกข์ สุกดิบกับชาวบ้าน จดสิ่งต่างๆที่พบเห็นและให้คำแนะนำแล้วต้องมานั่งคีย์ข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ในโปรแกรม jhcis ……. เหนื่อยไหมครับ ?

2013-11-24_094918

แต่ชาวสาสุขเราทำได้อยู่แล้ว จะว่าไป วงการสาสุขเราก็มีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในหลายๆด้าน โดยเฉพาะด้าน IT ที่ สอ.ไหนมีคนเก่งๆ มักจะได้เปรียบ(เหนื่อยน้อยกว่าชาวบ้านเขา) โดยเฉพาะงานเยี่ยมบ้านที่ต้องบันทึกข้อมูลครั้งละมากๆ ทำให้เหนื่อยล้า+ท้อถอย ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ใจบุญเขียนโปรแกรมช่วยบันทึกการเยี่ยมบ้านแบ่งปันให้พี่น้องชาว สาสุขกาฬสินธุ์ได้ลดภาระงานกัน โดยโปรแกรมที่มีชื่อว่า EhomeJ  โดยมีพี่ เชษฐ์ ฉายจิต เป็นผู้พัฒนา

2013-11-24_092932

2013-11-24_092952

โปรแกรมนี้จะแยกประเภทของประชากรที่เป็นเป้าหมายในการเยี่ยมบ้านได้ แล้วสามารถเลือกคนๆนั้นได้เลย ถ้าใครเคยเยี่ยมไปแล้วในปีนี้ก็จะไม่มีในเป้า นอกจากนี้ยังช่วยบันทึกกิจกรรมต่างๆที่เราได้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างสะดวกสบาย ย่นระยะเวลาในการคีย์ ลดภาระงานที่มากจนท่วมหัว  ขอบคุณพี่เชษฐ์มากครับ

2013-11-24_093017

ท่านใดสนใจอยากได้โปรแกรมไปทดลองใช้งานก็ลอง ติดต่อไปหาพี่  เชษฐ์ ฉายจิต ได้ทางเฟสบุคครับผม

2013-11-24_093101

ขอให้หมออนามัยทุกท่านทำงานอย่างมีความสุขครับผม สวัสดีครับ.

 

เดินเที่ยว Big C กาฬสินธุ์ แอบฟิน เก็บภาพมาฝาก

 

 

 

 

                      “ความคิดถึง ใหญ่เท่าป้าย Big  C”  เป็นประโยคที่ฟังดูแล้วแปลกๆ จนผมขับรถกำลังจะผ่านบิ๊กซี กาฬสินธุ์ ถึงได้บางอ้อ ว่ามันใหญ่ขนาดนี้เอง(ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับห้างอื่นๆ) ป้ายสีเขียวเด่น เป็นสง่า แสดงโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง พื้นสีเขียว ตัวหนังสือสีแดงขอบเหลือง ทำให้มองมาแต่ไกลๆก็สะดุดตาได้ง่ายๆ ทำให้คนขับรถผ่านไป ผ่านมารู้สึกว่า ห้างขายของอะไรทำไมใหญ่จัง อยากลองเข้าไปดูเด้ และแล่วก็เสียตังค์ให้กับบิ๊กซีไปหลายบาทโดยไม่รู้ตัว ฮ่าๆ

 

Big C กาฬสินธุ์-6

 

วันนี้เลยพาแม่บ้าน(เสื้อลายขวาง)หนีลูกมาช้อปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง บรรยากาศด้านในก็……แอร์เย็นฉ่ำ จนหนาวเลยล่ะ หุหุ ผู้คนก็เดินพลุกพล่าน โดยเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์  ที่ผู้ปกครองจะพาน้องๆ หนูๆมาเดินเล่น ละลายทรัพย์ให้มีความสุข ภาพบรรยากาศการลงไปนอนเกลือกเกลี้ยงของน้องๆหนูๆ ว่าอยากได้ของเล่นก็มีให้เห็นประปราย กำลังวางแผนอยู่ว่าถ้าถึงตาลูกเรา จะเอาอย่างไร อิอิ…..

 

big c กาฬสินธุ์
big c กาฬสินธุ์-2

 

big c กาฬสินธุ์-3

big c กาฬสินธุ์-5

 

 

โซนโทรศัพท์ก็มีมือถือให้เลือกซื้อเลือกหาอยู่หลายตู้ หรือไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบนด์มาเปิดสาขาเองอย่างเช่น SAMSUNG ที่เกาะกระแส 3G ที่มาพร้อมแพคเกจในสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆมากมาย

big c กาฬสินธุ์-7

big c กาฬสินธุ์-8

big c กาฬสินธุ์-9

big c กาฬสินธุ์-10

big c กาฬสินธุ์-11

big c กาฬสินธุ์-12

big c กาฬสินธุ์-15

 

 

big c กาฬสินธุ์-16

 

big c กาฬสินธุ์-17

 

big c กาฬสินธุ์-18

 

big c กาฬสินธุ์-19

 

big c กาฬสินธุ์-20

 

big c กาฬสินธุ์-21

 

big c กาฬสินธุ์-27

 

 

ที่ผมเห็นแปลกๆก็อยุ่ที่โซนอาหารสด เพราะอะไรหรอ…… นี่เลยครับ ขากบ เนื้อกบ เนื้อกวาง เนื้อนกกระจอกเทศ เท่าที่ทราบมา ไม่เห็นมีห้างไหนในกาฬสินธุ์ขายของประเภทแบบนี้เลย ไม่รู้จะมีคนกล้าซื้อไปลองทานรึเปล่า แต่ผมคนหนึ่งล่ะที่อยากลองว่า รสชาติมันสิเป้นจั่งใด๋ คนอีสานบ้านเรากินได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ว่ามั้ยครับ……

big c กาฬสินธุ์-26

 

big c กาฬสินธุ์-25

 

big c กาฬสินธุ์-24

 

big c กาฬสินธุ์-22

 

รูปที่ถ่ายนี่ถ่ายจากมือถือล้วนๆ ภาพอาจไม่ชัดเท่าไหร่ จุดมุ่งหมายคือการประชาสัมพันธ์ให้บุคคลทั่วไปที่ยังไม่มีโอกาศมาสัมผัส ได้ทราบข้อมูลบ้าง มิได้มีส่วนได้ ส่วนเสียแต่อย่างใดครับผม

นอกจากนี้โรงหนัง MVP สาขา Big C กาฬสินธุ์ ก็เปิดให้บริการแล้วในวันที่ 21 พ.ย.2556 ราคาตั๋วผมยังไม่ทราบ ต้องลองไปดูซักเรื่องก่อน แล้วสิมาเล่าสู่ฟังนะครับ

ลอยกระทง นาคู ฟื้นฟูสนามบินเสรีไทย ปี 2556

สวัสดีครับ ลอยกระทงปีนี้ Admin ไม่สามารถถือกล้องไปเก็บภาพมาฝากได้ ด้วยเหตุพาลูกชายไปด้วย

ถือลูกแทนกล้องเลยงานนนี้ และคงอีกหลายงานกว่าเจ้าตัวเล็กจะเติบโต

แต่ไม่เป็นไรครับ เรามีเครือข่ายช่างภาพประจำอำเภอนาคู 555+ นั่นคือ พี่ยะ จาก อาร์ตปัคอมนั่นเอง

ขอบคุณภาพสวยๆจากอาร์ตปักคอมด้วยครับ

994367_10202600187235539_1050913018_n

1385861_10202600180875380_1530625194_n

1424358_1412871312280022_1263533917_n

1452034_10202600179915356_647320673_n

1452236_1412871202280033_1147984111_n

1452498_10202600185555497_310538261_n

1455940_10202600187355542_1818432017_n

1457676_10202600181955407_766652626_n

1459799_10202600183395443_89573156_n

1461333_10202600185035484_234193288_n

1463383_10202600191075635_1344356669_n

1470242_10202600177755302_2057778598_n

1472977_10202600188475570_868398522_n

1476306_10202600177835304_1044098685_n

1455150_1413231262244027_1117703986_n

1460142_1413231235577363_1798062237_n

1467203_1413231002244053_710767143_n

 

ซึ่งกิจกรรมในช่วงกลางคืนก็มีการประกวดรำวงย้อนยุค ประกวดนางนพมาศ ประกวดธิดาช้าง

พร้อมทั้งมีนักร้องชื่อดัง มนต์แคน แก่นคูณ มาขับร้องเพลงเพราะๆให้พี่น้องชาวนาคูได้ฟังกัน (นึกว่าลิปซิ้ง)

พี่มนต์แคน เสียงดีมากๆ ร้องเหมือนในแผ่นเลย มืออาชีพจริงๆ

ตำเมี่ยงยายดิว การันตีคุณภาพโดย ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ

เมี่ยงนาคูคือเมี่ยงที่เพิ่งจะขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันได้ไม่เกิน 15 ปี จริงๆ แล้วเจ้าตำรับคือ ยายต๋อย คือร้านที่ปลาแดกอร่อยมาก ยายต๋อยเคยให้ชิมปลาแดกจากไห สะอาดและอร่อยชนิดทุกวันนี้ยังไม่ลืมรสนั้น ในช่วงที่ไม่มีใครทำเมี่ยงออกมาขาย ยายต๋อยก็เปิดร้านตำนั่นนี่ อร่อยลือชื่อ จนวันหนึ่งก็ลุกมาทำเมี่ยงที่ผลิตจากตะไคร้เป็นหลัก (คล้ายปลาร้าบองกลายๆ) ผลคือคนชอบและบอกต่อ แต่ตอนนี้ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ยายต๋อยหยุดตำเมี่ยงไปพักใหญ่ ตอนนี้ก็กลับมาตำขายที่ข้างโรงเรียนนาคูพัฒนาฯ แต่ไม่รู้ว่ารสชาติเหมือนเดิมรึเปล่า

ตำเมี่ยงยายดิว

ถุงตำเมี่ยงยายดิว อย่างเดิ้ลอะ

ตะไคร้ส่งตำเมี่ยง

ตะไคร้ส่งตำเมี่ยง

ยายยืน และยายดิว จึงสานต่อ เปิดร้านตำเมี่ยง ยายยืน ก็ร้านหนึ่ง ยายดิว ก็ร้านหนึ่ง บอกไม่ไหวว่าร้านไหนอร่อยกว่ากัน เพราะโดดเด่นรวมหมดสองร้าน คนมักจะแวะมาซื้อร้านใดร้านหนึ่ง แต่ไปบอกต่อกันว่า “ซื้อเมี่ยงนาคูมา” คำว่า เมี่ยงนาคู เลยดังมาก ดังชนิดที่ถ้าคุณไปตลาดบัวขาว (อีกอำเภอ) ก็มีขาย (เขียนว่าเมี่ยงนาคู) ไปห้วยผึ้ง ก็ยังเห็น มาเขาวงนี่ต้องมีแน่ๆ ส่วนแถวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พวกข้าราชการสาวๆ ก็ไหว้วานซื้อกันเต็มที่ ทางสกลนครแวะมาเยี่ยมเยียนญาติแถวนี้ เขาก็ต้องขนกันขึ้นไป ยายยืนถึงขั้นเลิกทำนา มาทำเมี่ยงขายอย่างเดียว และเมี่ยงนาคูนี่แหละ ที่ก่อให้เกิดกิจการงาน ปลูกตะไคร้ขายเป็นล่ำเป็นสัน มีอาชีพปีนต้นไม้เก็บลูกมะเดื่อมาส่งขายยายยืนและยายดิว ก่อให้เกิดการว่าจ้างงานแก่หลายครอบครัว

ส่วนประกอบของเมี่ยงนาคูนั้นว่ากันว่า มีการคิดสูตรใหม่ด้วย อาทิ ใส่งาลงไป แล้ววัตถุดิบนี่ ชั้นดีมากๆ พริกแห้งก็ไปซื้อมาจากจังหวัดอะไรสักอย่าง ที่เขาว่าดีกันมากๆ ข้าวคั่วข้าวไหม้ก็เอามาจากที่อย่างดี เพราะหัวใจสำคัญของเมี่ยง ก็ไม่ต่างกับอาหารจำนวนมาก หัวใจหลักคือวัตถุดิบ ถ้าดี รสชาติมันก็เลิศตาม

การที่เมี่ยงนาคูกลายเป็นของกินยอดนิยม เลื่องชือในจังหวัดกาฬสินธุ์นั้นน่าจะมาจากเหตุหลายอย่างผสมกัน เรื่องรสชาติดีนั้นแน่นอน แต่สำคัญคือ เมี่ยงนี้เก็บได้ยาวนาน ถ้ากินไม่หมด ก็ใส่ตู้เย็นไว้ รสชาติก็ยังแซบหมือนเดิม อยากแซ่บเมื่อไหร่ ก็ขุดตู้เย็นออกมา ผักที่ใช้กินเคียง ก็อยู่ได้ทน เช่นมะเดื่อ มะเขือ กระถิน หรือจะงัดเอาแตงกวามาปอกกินเคียงก็ได้ เมี่ยงนี้อายุขัยที่เขาบอกกันคือ 7 วัน

สาวๆ ชอบซื้อเมี่ยงนี้ โดยเหตุที่เวลากินเมี่ยงมันเหมือนเป็นเวลาได้พบปะสังสรรค์ กินง่าย ไม่ค่อยเปื้อนมือ หิ้วสะดวก ระหว่างรอรถ หรือรอประชุมกับ อบจ. ก็กินได้ ความสะดวกคือหัวใจสำคัญ

อีกอย่างคือ ราคาไม่แพง น่าคบหา ตอนนี้ราคาขายอยู่ที่ 30 บาท ซื้อไปนั่งล้อมวงกับเพื่อน 5 คนก็คุยกันเพลินเลย

คนทำไร่ทำนาก็ชอบซื้อไป เพราะใช้แทนแจ่วได้ เวลาหิวก็จกข้าวเหนียว จิ้มเมี่ยงนาคู กินสักสิบคำ ก็อิ่มหนำพร้อมลงท้องไร่ท้องนา

ตำเมี่ยงยายดิว ตำเมี่ยงนาคู

ตำเมี่ยงยายดิว ตำเมี่ยงนาคู

แต่ทุกวันนี้ ตำเมี่ยงนาคู ดังไกลถึงกรุงเทพฯแล้ว โดยเฉพาะตำเมี่ยงสูตรยายดิว ที่ดาราตลกสุดฮาอย่างคุณตุ๊กกี้ชิงร้อยฯติดอกติดใจในรสชาติ

ต้องสั่งลงไปกินที่ กทม.ครั้ง 50 ชุด แจกจ่ายกองถ่าย เพื่อนดารา กินกันแซ่บเวอร์ เอ้า ยังไงก็ช่วยเชียร์ของดีบ้านเราด้วยนะครับ.

รถประจำตำแหน่ง หมออนามัย โนนนาจาน

 

 

 

รถประจำตำแหน่ง ……. หลายท่านคงนึกถึง รถเก๋งหรือรถกระบะคันใหญ่ๆ มีโล่ มีตราติดอยู่หน้ารถ ข้างรถ

มีข้าราชการ ขั้น ยศ สูงๆ ขี่ไปทำงาน หรือไปปฏิบัติภารกิจ ……..แล้วถ้าเป็นรถประจำตำแหน่งของหมออนามัยล่ะ

มันควรจะเป็นรถแบบไหน …….?

รถประจำตำแหน่ง หมออนามัย-2

ถูกต้องนะคร้าบ นั่นคือแมงกะไซต์นั่นเอง เพราะสะดวกในการเดินทางผ่านซอยเล็ก

ซอยน้อย ในชุมชนเวลาออกไปเยี่ยมบ้าน หรือจะฝ่าขี้ตม(โคลน) ในการขี้ไปเยี่ยมบ้าน

ตามหัวไร่ปลายนาของชาวบ้าน หรือจะหอบสัมภาระ อุปกรณ์หากินต่างๆ

ที่ใช้ในการอบรมนู่น นั่น นี่ ก็ยังพอไหว

รถประจำตำแหน่ง หมออนามัย

 

Get Directions

WNetWatcher ดูซิใครแอบใช้ wifi ของเราบ้าง

เน็ตช้า เน็ตเน่า เน็ตกาก โทรถามศูนย์แล้วบอกว่าปกติ……แต่เอ แต่ก่อนมันไม่เน่านี่หว่า

ปัญหาเหล่านี้จะกระจ่างขึ้น เมื่อเราตรวจดูว่าใครแอบใช้ wifi เน็ตของเราบ้าง

WNetWatcher เป็นโปรแกรมที่ตรวจสอบได้ว่า มีคอมเครื่องไหน

ใช้เน็ตของเราอยู่ โดยมีวิธีติดตั้งดังนี้

โหลดไฟล์โปรแกรมลงเครื่องก่อน ตามลิงค์นี้ครับ >>>คลิก

แตกไฟล์ออกมาก็จะได้แบบนี้

2013-11-01_205541

 

 

ดับเบิ้ลคลิกเข้ามาข้างในก็จะเจอไฟล์แบบนี้

2013-11-01_205557

 

จากนั้นดับเบิ้ลคลิกดังรูป

2013-11-01_205841

 

 

แล้วกดรูป สามเหลี่ยมสีเขียว รอสักครู่ พอโปรแกรมแสกนเสร็จก็จะขึ้นเลข IP address เครื่องคอมที่กำลังใช้ wifi ของเรา

2013-11-01_210123

 

อย่างน้อยๆ เราก็ได้รู้ว่าใครแอบใช้เน็ตเราโดยบ่ได้รับอนุญาติ อิอิ.

 

รพ.ราชพฤกษ์ ขอนแก่น อีกหนึ่งทางเลือกในการซ่อมสุขภาพที่ได้มาตรฐาน

ถ้าถามถึงโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดขอนแก่น หลายท่านคงเคยได้ยิน ขอนแก่นราม

ขึ้นมาในอันดับต้นๆ(ราคาก็ขึ้นมาพร้อมกันด้วย) แต่อีกหลายท่านที่อาจจะไม่ใช่คนขอนแก่น

เคยรู้บ้างไหมครับว่า รพ.เอกชนที่ดี มีคุณภาพ ราคาอยู่กลางๆระหว่าง รพ.รัฐกับ รพ.เอกชน

มีอยู่อีกที่หนึ่ง นั่นคือ รพ.ราชพฤกษ์ 

รพ.ราชพฤกษ์

รพ.ราชพฤกษ์-2

วันนี้พาแม่ยายมาตรวจสุขภาพ เลยแอบเก็บภาพบรรยากาศ ใน รพ.ราชพฤษ์มาฝากครับ

รพ.ราชพฤกษ์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง

ตั้งอยุ่ เลขที่ 150/19 ถ.มิตรภาพ ม.10 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

โทร. 0-4333-3555-62 ตั้งอยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลขอนแก่นฝั่งถนนมิตรภาพ(เยื้องๆ)

มีอาจารย์หมอจาก มข. มาให้บริการดุแลสุขภาพผู้มารับบริการ

อาจารย์หมอใจดีทุกท่านเลย พยาบาลก็น่ารัก (อิอิ) ผู้มารับบริการก็มีเยอะพอสมควร

แต่ก็มีความสะดวกรวดเร็ว เจาะเลือดแป้บเดียวก็รู้ผล คุณหมอให้คำแนะนำดีมากครับ

ถ้าอยู่กาฬสินธุ์ คงต้องได้มาฝากท้องของภรรยากับอาจารย์เป็นแน่แท้

รพ.ราชพฤกษ์-3

รพ.ราชพฤกษ์-4

รพ.ราชพฤกษ์-5

รพ.ราชพฤกษ์ มีแผนที่จะสร้างอีก 1 สาขา

เห็นไปสำรวจความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่รัศมี 360 องศาจากบริเวณที่จะสร้าง

ที่ตั้งคือซอยหมอชาญอุทิศ ข้างหมู่บ้านไทยสมุทร
สูง17ชั้น ห้องพักผู้ป่วย 260เตียง
ที่จอดรถ 255คัน
ระยะเวลาก่อสร้าง18เดือน

โอว คงจะอลังการงานสร้างน่าดู รอติดตามชมผลงานอยู่ครับ แต่ผมแปลกใจอยู่อย่างนึง

ทำไม รพ.ราชพฤกษ์ไม่ประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านเว็บไซต์หรือโลกออนไลน์บ้างน้อ

ประชาชนที่สนใจค้นหาข้อมูลจะได้สะดวกสบาย ฝากไว้ด้วยนะครับ.

Get Directions
Get Directions